Flash Sale! to get a free eCookbook with our top 25 recipes.

รองเท้าสตั๊ด จุดกำเนิดรองเท้าแห่งประวัติศาตร์ลูกหนัง มีอายุเกือบ 500 ปีมาแล้ว

รองเท้าสตั๊ด (stud) ถือว่าเป็นอุปกรณ์สวมใส่ที่มีความทรงอิทธิพลต่อวงการกีฬายอดฮิต ที่นิยมเล่นและเเข่งขันกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก แต่ใครจะไปรู้ว่าต้นกำเนิดของรองเท้ามีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมนักหุตบอลต้องใส่รองเท้าประเภทนี้ และจะช่วยทำให้การลงแข้งดีขึ้นในสนามแห่งชัยชนะไปได้ดีขึ้นหรือไม่ วันนี้เราได้นำข้อมูลดีๆมานำเสนอแก่สาวกกีฬาครับ

ประวัติศาสตร์รองเท้าฟุตบอล ได้มีการบันทึกว่า ปี 1526 กษัตริย์เฮนรี่ที่แปดแห่งราชวงศ์ทิวเดอร์ เคยได้สวมใส่รองเท้าฟุตบอลในยุคแรก ขณะนั้นยังไม่เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย ได้รับการผลิตจากหนังที่แข็งแรงข้อเท้าสูงและหนักกว่ารองเท้าเหมือนทุกวันนี้มาก อีก300 ปีต่อมา ฟุตบอลพัฒนามากขึ้นและได้รับความนิยมทั่วสหราชอาณาจักร แต่ยังไม่มีโครงสร้างที่แน่นอนใช้เล่นงานอดิเรกระหว่างทางการกับทีมตัวแทนโรงงานท้องถิ่นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ และในยุค1800 นี้เองก็ได้มีการออกกฎเป็นครั้งแรกว่าห้ามใส่รองเท้าแตะลงเล่น

ทุกคนในทีมต้องสวมรองเท้าฟุตบอลเท่านั้น กฎยังอนุญาตให้ใส่ปุ่ม ในรองเท้าได้ ผู้เล่นยังต้องจะสวมรองเท้าที่หนังแข็งเหมือนรองเท้าทำงานมีเชือกรองเท้าที่ยาวร้อยเป็นระเบียบมากขึ้นและมีเหล็กหุ้มที่ปลายรองเท้าคล้ายรองเท้าฟุตบอลแบบแรก รองเท้าฟุตบอลยุคนั้นยังจะมีปุ่มที่เป็นโลหะ ตอกลงบนพื้นทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะดินรองเท้าชั่งน้ำหนักได้ 500 กรัมและได้ทำจากหนังแข็งจะป้องกันความปลอดภัยข้อเท้าเพิ่มขึ้น และมีหกปุ่มใน หนึ่งข้าง

การดีไซน์ ของรองเท้าฟุตบอลอยู่นั้นค่อนข้างคงที่ตลอดปี 1900 ถึงกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เหตุการณ์สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงรองเท้าฟุตบอลครั้งแรก คือในศตวรรษที่ 20 มีการผลิตรองเท้าฟุตบอลอย่างต่อเนื่อง รองเท้าฟุตบอลได้เปลี่ยนรูปแบบไปอย่างมากผู้ผลิตจะเน้นสร้างรองเท้าฟุตบอลให้มีน้ำหนักที่ เบาลงและมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งจะทำให้นักเตะสามารถโชว์ทักษะการเลี้ยงลูก เทคนิคการยิงประตูและการควบคุมบอลได้ดีขึ้น มากกว่าการจะผลิตชิ้นส่วนของรองเท้าให้เพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันอันตรายแก่นักเตะ

การพัฒนาเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นหลายอย่างมีการออกแบบที่ได้ตัดส่วนที่ไม่จำเป็นของรองเท้าออกไปเพื่อให้ได้น้ำหนักที่เบาขึ้น เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอล การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้ผู้สวมใส่สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วขึ้นดุด “ไข่มุกดำ”เปเล่ (Pele) ที่สวมรองเท้าฟุตบอล พูม่า(Puma) ในเวิลด์คัพ 1962 รอบชิงชนะเลิศ ปัจจุบัน การออกแบบรองเท้าจะเน้นดีไซน์ที่โดดเด่น และสวยงาม แต่ที่ยังไม่ขาดหายไปก็ คือความสามารถทางด้านความเร็ว น้ำหนักตัวเบา


ขณะนี้ อาดิดาสค่ายยักษ์ใหญ่จากเยอรมนี ได้ผลิต “F-50 อาดิซีโร่” ก้าวขึ้นมาเป็นรองเท้าฟุตบอลที่มีน้ำหนักตัวเบาที่สุดในโลก โดยการลดน้ำหนักตัวรองเท้าลงด้วยการปลดอุปกรณ์อื่นๆออกจนหมดจนเหลือน้ำหนักตัวเพียง 165 กรัม เท่านั้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่จากรองเท้าเอนกประสงค์น้ำหนักสูง มาเป็นรองเท้าสายพันธุ์ความเร็วสูงที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา

พูดได้ว่าเป็นรองเท้าสำหรับย่ำอวกาศก็ว่าได้และได้เปิดตัวเวที ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมที่กำลังดำเนินอยู่นี้ ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาผู้ชมนับพันล้านคนจากในอดีตน้ำหนักตัวของรองเท้า 500กรัม ถึงปัจจุบันเหลือเพียง 165กรัมจนเกือบเสมือนวิ่งด้วยเท้าเปล่า จากนักเตะที่เทอะทะจนโชว์ทักษะพลิ้วไหวขั้นเทพ ทำให้มีการยิงประตูเพิ่มมากขึ้นและควบคุมลูกฟุตบอลได้ดีกว่าเดิม ดูแล้วเพลินตาเป็นที่สุด เมื่อผลิตชิ้นส่วนของรองเท้าที่จะป้องกันอันตรายให้กับนักเตะน้อยลง เพื่อทำให้รองเท้าฟุตบอลเบาลง เพิ่มความเร็วให้ผู้สวมใส่นั้น ต้องแลกกับอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นบ่อยๆกับนักเตะมันดีจริงหรือ

อย่างน้อยการแข่งขันจะมุ่งเน้นที่ชัยชนะเพียงอย่างเดียวจากทักษะผู้เล่นอย่างเดี่ยวไม่ได้ อุปกรณ์กีฬาถือว่าสำคัญมากโดยเฉพาะเท้าของเราที่ต้องปะทะแข้งกันตลอด เสี่ยงต่อความอันตรายได้สูงมาก เรียกว่านวัตกรรมการพัฒนารองเท้าถูกหล่อหลอมเขาไปกับประวัติศาสตร์ของสโมสรและแบรนด์กีฬาได้อย่างลงตัวและต่อเนื่อง